แม่ให้นมบุตรใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย

สตรีให้นมลูก

มีการสนับสนุนให้สตรีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพราะได้ประโยชน์มากมายทั้งในด้านสารอาหารที่มีคุณค่าและให้ผลดีต่อสุขภาพกายใจทั้งของแม่และเด็ก  ปกติระยะเวลาให้นมจะใช้เวลานานประมาณ 3-6 เดือน เพราะฉะนั้น การใช้ยาของคุณแม่ในช่วงนี้จึงต้องมีความตระหนักถึงความปลอดภัยทั้งต่อตัวแม่เองและเด็กที่ดื่มนมแม่ด้วย

มารดาให้นมบุตร

สารบัญ

ทำไมควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

นมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับเด็กทารกตั้งแต่แรกเกิด ประโยชน์ของนมแม่มีดังนี้

  • มีสารอาหารครบถ้วนและมีฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก
  • นมแม่ย่อยและดูดซึมง่าย ลดอาการท้องอืดโคลิกและอาการท้องผูก
  • น้ำนมแม่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรค โดยเฉพาะน้ำนมช่วงแรกหลังคลอดที่เรียกว่า colostrum มีหลักฐานยืนยันว่านมแม่ช่วยลดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจและหูชั้นกลางอักเสบ ลดการติดเชื้อของทางเดินอาหาร มีปัญหาฟันผุน้อย ลดอัตราการตายของทารกได้
  • นมแม่ช่วยป้องกันการแพ้โปรตีนและป้องกันโรคภูมิแพ้ ลดอาการผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหอบหืด โดยเฉพาะในเด็กที่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว
  • น้ำนมแม่มีกรดไขมันจำเป็น DHA ที่ช่วยการเจริญเติบโตของระบบประสาทและสมอง มีหลักฐานยืนยันว่าเด็กที่ดื่มนมแม่มีความสามารถด้านสติปัญญาและความเฉลียวฉลาด (ไอคิว)มากกว่าเด็กที่ดื่มนมชง
  • การดื่มนมจากเต้านมมารดา เด็กจะได้รับการโอบกอดจากแม่ไว้ในวงแขนและทรวงอก เป็นการสร้างพันธะทางใจ สร้างความอบอุ่น ความผูกพันระหว่างแม่และลูกที่เกิดขึ้นซ้ำๆและต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กมีสุขภาวะทางจิตและมีการปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีเมื่อโตขึ้น
  • มีการศึกษาพบว่า ทารกที่ดื่มนมแม่ช่วยลดอัตราการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะยาวได้

เด็กไอคิวดี

นอกจากนี้การที่มารดาให้นมบุตร ยังส่งผลดีต่อตัวเองด้วย ได้แก่

  • ช่วยให้มดลูกคืนสภาพเร็ว
  • ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้เร็ว เนื่องจากมีการกระตุ้นการสร้างฮออร์โมนที่ลดการสะสมไขมัน ทำให้มารดามีรูปร่างดี
  • การให้นมแม่เป็นการคุมกำเนิดตามธรรมชาติได้ประมาณ 70 วัน นับจากหลังคลอดและยังช่วยให้มารดาไม่ขาดธาตุเหล็ก เพระมีระยะเวลาปลอดประจำเดือนนานขึ้น
  • ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่
  • เกิดความรักและความผูกพันระหว่างมารดาและทารก ช่วยลดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดในมารดา

สุขภาพแม่

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ : นมแม่มีประโยชน์อย่างไร

การจัดกลุ่มความเสี่ยงที่ยาอาจส่งผลต่อทารกจากการดื่มนมแม่

องค์การอนามัยโลกจัดยาไว้ 5 กลุ่มความเสี่ยง

  1. ยาที่สามารถให้แก่สตรีให้นมบุตรได้อย่างปลอดภัย (compatible with breast feeding) หมายถึง ยาที่ไม่มีข้อห้ามในการใช้สำหรับสตรีให้นมบุตร
  2. ยาที่สามารถให้แก่สตรีให้นมบุตรได้แต่ต้องคอยเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ในทารก (compatible but monitor infant for side effect) หมายถึง ยาที่หากแม่มีความจำเป็นต้องใช้ ให้หยุดการให้นมบุตรชั่วคราว ในช่วงที่แม่ใช้ยา
  3. ยาที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในสตรีให้นมบุตร (avoid if possible ,monitor infant for side effect) หมายถึง ยาที่จะใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น และแม่ต้องหยุดให้นมบุตรในระหว่างใช้ยา
  4. ยาที่รบกวนการหลั่งน้ำนมและควรหลีกเลี่ยงการใช้ ( avoid if possible, may inhibit lactation) หากแม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรให้ลูกดูดนมบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำนม
  5. ยาที่ห้ามใช้ (avoid ) หมายถึง ยาที่ออกมากับน้ำนมแม่ในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อทารกได้

ดังนั้นในทางการบริบาลเภสัชกรรมแก่สตรีให้นมบุตร เภสัชกรจะพิจารณาเงื่อนไข 3 ประเด็นหลักๆ ดังนี้

  • ยาถูกขับออกทางน้ำนมหรือไม่ ถ้าถูกขับออกทางน้ำนม ปริมาณมากหรือน้อยแค่ไหน
  • ยาที่ถูกขับออกมาทางน้ำนมมีผลกระทบอย่างไรต่อทารกที่ดื่มนมแม่
  • ยามีผลต่อการสร้างหรือหลั่งน้ำนมหรือไม่

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ : ค่าน้ำนม การใช้ยาในมารดาให้นมลูก

ยาสำหรับแม่ให้นมลูก

ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณยาในน้ำนมแม่

ปริมาณยาที่ขับออกมาจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้

  1. คุณสมบัติทางเคมีของยา : ยาที่มีน้ำหนักโมเลกุลน้อย  ยาที่จับกับโปรตีนในพลาสมาได้น้อย  ยาที่ละลายในไขมันได้ดี  ยาที่มีความเป็นด่างอ่อน จะถูกขับออกทางน้ำนมได้มาก
  2. ปริมาณของยาที่แม่ได้รับ : การได้รับยาในขนาดยาสูงๆเพิ่มโอกาสที่ยาจะถูกขับออกทางน้ำนมได้มากขึ้น
  3. คุณภาพน้ำนม : น้ำนมแม่ในช่วงแรกๆจะมีไขมันน้อยกว่าน้ำนมแม่ให้ช่วงท้ายๆ ดังนั้นโอกาสที่จะพบยาในน้ำนมแม่จึงมักพบปัญหาในช่วงท้ายๆของการให้นม
  4. ระยะเวลา : ระดับยาในน้ำนมสัมพันธ์กับระดับยาในเลือด ช่วงแรกๆของการกินยาจะมีระดับยาในเลือดสูง ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำ กรณีที่แม่ต้องกินยาในระหว่างให้นมบุตร ควรให้นมลูกก่อนกินยา หรือ ให้นมลูกหลังกินยาไปแล้ว 3 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณยาในเลือดต่ำมาก

โมเลกุลยา

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดผลเสียต่อทารกเมื่อดื่มนมแม่ที่มียาเจือปนอยู่

ยาที่ถูกขับออกทางน้ำนมจะส่งผลเสียต่อทารกมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้

  1. ปริมาณยาในน้ำนม : ยิ่งมีปริมาณมากยิ่งเป็นผลเสียต่อทารก
  2. ชนิดของยาที่แม่ได้รับ : การแสดงผลของยาในแม่และเด็กจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  3. การดูดซึมยาจากทางเดินอาหารของทารก : อัตราการดูดซึมยาในทารกจะต่ำ เนื่องจากระบบทางเดินอาหารยังไม่ถูกพัฒนาให้สมบูรณ์ นอกจากนี้ยาที่จับกับแคลเซียมในน้ำนมจะไม่ดูดซึมจากทางเดินอาหารในทารก
  4. พันธุกรรมในทารก : พันธุกรรมมีผลต่อปริมาณยาในร่างกายและการแสดงฤทธิ์ของยา ถ้ามีเอนไซม์ที่เปลี่ยนแปลงยาบกพร่อง จะทำให้ยาถูกเปลี่ยนแปลง(metabolism)น้อยลง ระดับยาในเลือดจะสูง กว่าที่ควรจะเป็น อาจจก่อให้เกิดอันตรายได้
  5. อายุทารก : ทารกที่มีอายุน้อยจะมีอัตราการกำจัดยาต่ำกว่าทารกที่มีอายุมาก ดังนั้นแม่ที่มีทารกคลอดก่อนกำหนดหรือทารกอายุน้อยต้องระมัดระวังการใช้ยาให้มาก

นมเจือปนยา

หลักการทั่วไปในการใช้ยาสำหรับแม่ที่ให้นมลูก

  • ทุกครั้งที่เข้ารับการรักษาความเจ็บป่วยและต้องได้รับยา ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่าให้นมลูกอยู่
  • เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการให้นมลูกในระหว่างใช้ยา คือ ก่อนกินยา หรือหลังกินยาไปแล้ว 3 ชั่วโมงขึ้นไป
  • ควรบีบน้ำนมในช่วงแรกทิ้งก่อนสักเล็กน้อย ก่อนให้ลูกดูดนมจากเต้า
  • โดยทั่วไปการเลือกใช้ยาที่สามารถทานวันละ 1-2 ครั้งต่อวันได้จะดีกว่าการที่ต้องทานยา 3-4 ครั้งต่อวัน
  • การใช้ยาที่มีขนาดยาต่ำที่สุดที่ให้ผลการรักษา และใช้เป็นระยะเวลาสั้นที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยมากพอในทารก ควรเลือกใช้ยาที่มีการรับรองจากผู้ผลิตว่าปลอดภัยต่อทารก
  • ควรตระเตรียมอุปกรณ์สำหรับปั๊มนมเก็บไว้ให้ลูกดื่ม เผื่อไว้ในกรณีไม่สามารถให้นมลูกจากเต้าได้
  • การใช้ยาในรูปแบบยาใช้ภายนอกหรือใช้เฉพาะที่ได้จะมีความเหมาะสมกว่าการใช้ยาในรูปแบบการกิน
  • อย่าเป็นกังวลมากเกินไป เพราะยาส่วนใหญ่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยต่อทารกที่ดื่มนมแม่

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : ใช้ยาอย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัยในช่วงแม่ให้นมลูก

ที่ปั๊มนมแม่

สรุป

การได้รับยาของแม่ในระหว่างให้นมลูก มีประเด็นที่ต้องคำนึงถึง คือ 1.ยาถูกขับออกทางน้ำนมหรือไม่ 2.ทารกจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากนมแม่ที่เจือปนยานั้นๆอยู่ และ 3. ยานั้นมีผลต่อการสร้างหรือหลั่งน้ำนมหรือไม่  ดังนั้น ผู้ที่จะให้คำแนะนำได้ดีที่สุดแก่คุณแม่ให้นมลูกคือบุคคลากรทางการแพทย์ ตั้งแต่ แพทย์ พยาบาล และเภสัชกรที่รู้เรื่องยาและส่วนใหญ่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด

การบริบาลทางเภสัชกรรม (Pharmaceutical care)

การบริบาลทางเภสัชกรรม หมายถึง ความรับผิดชอบของเภสัชกรโดยตรงที่มีต่อการใช้ยาของผู้ป่วย เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ถูกต้องตามที่ต้องการและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ผลการรักษาที่ถูกต้องคือ

  • หายจากโรค
  • บำบัดหรือบรรเทาอาการโรค 
  • ชะลอหรือยับยั้งการดำเนินของโรค
  • ป้องกันโรค

โดยเภสัชกรจะปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลากรทางการแพทย์ทางสาธาณสุขอื่นๆ เรียกว่า ทีมสหสาขาวิชาชีพและมีหน้าที่หลักในการค้นหา แก้ไข และป้องกันปัญหาที่เกิดจากการใช้ยา ตลอดจนติดตามประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการรักษาด้วยยา เพื่อให้เกิดระบบยาที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด

สินค้าแนะนำ

แผนที่ที่ตั้งร้าน

ที่ตั้งร้านยา

ร้านยาของเรา

พันธมิตรของเรา

บริษัทยาที่เป็นพันธมิตรสนับสนุนเรา

DKSH
ZPL
BIOPHARM
สยามฟาร์มา
ยูเนี่ยน
อ้วยอัน
วิทยาศรม
ทรูไลน์เมด
บริษัทชุมชน
สมุนไพรไทย
tnp