อาหารทางการแพทย์สูตรสําหรับผู้ป่วยเบาหวาน เป็นอาหารที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำหนักตัว โดยจะมีสารอาหารจําเป็น ครบทั้ง 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวาน ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึง สามารถดื่มเสริมจากอาหารมื้อหลัก หรือทดแทนอาหารบางมื้อได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คําแนะนําของแพทย์หรือนักโภชนาการ
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการงดอาหารหวานเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาภาพรวมของอาหารทั้งมื้อ ทั้งชนิดและปริมาณคาร์โบไฮเดรต คุณภาพของโปรตีนและไขมัน ปริมาณผัก ผลไม้ รวมถึงใยอาหารและพฤติกรรมการรับประทานอาหารในแต่ละวัน
บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่หลักการเลือกอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน วิธีพิจารณาเลือกอาหารทางการแพทย์ควบคุมระดับน้ำตาล คุณสมบัติของสูตรที่ควรพิจารณา ตลอดจนวิธีใช้อาหารทางการแพทย์ร่วมกับการควบคุมอาหารในชีวิตประจำวัน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานเลือกกินอาหารอย่างไรให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดควรเริ่มจากการจัดรูปแบบอาหารให้เหมาะสมทั้งชนิด ปริมาณ และเวลาในการรับประทาน แนวทางโภชนาการสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแนะนำให้เลือกแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ถูกย่อยและดูดซึมได้ช้า เช่น ข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต โดยควบคุมปริมาณให้เหมาะสม เน้นผักที่ไม่มีแป้งหรือมีแป้งต่ำ ผลไม้ทั้งผล ถั่ว เมล็ดพืช ที่มีใยอาหารสูง โปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา เต้าหู้ พร้อมลดอาหารรสหวานจัด เครื่องดื่มรสหวาน ธัญพืชขัดสี และอาหารแปรรูปขั้นสูงสุด
และสิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญคือ ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและกระจายอาหารอย่างเหมาะสมในแต่ละมื้อ จะช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลสูงหรือต่ำเกินไป
หลักการจัดการอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานมีดังนี้
1. เลือกคาร์โบไฮเดรตให้เหมาะสมในแต่ละมื้ออาหาร
คาร์โบไฮเดรตมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานควรให้ความสำคัญกับทั้ง “ชนิด” และ “ปริมาณ” ของคาร์โบไฮเดรต โดยอาจเลือกคาร์โบไฮเดรตแบบย่อยและดูดซึมช้า หรืออาหารที่มีการแปรรูปน้อยและมีใยอาหารร่วมด้วย เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และผัก ยกเว้นในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีโรคไตร่วมด้วย ไม่ควรทานข้าวกล้อง เนื่องจากมีฟอสฟอรัสสูง ให้ทานข้าวขาวแทน
สิ่งสำคัญคืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตคุณภาพดีไม่ได้หมายความว่าสามารถรับประทานได้ไม่จำกัด เพราะปริมาณคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหารยังมีผลต่อระดับน้ำตาล
2. เพิ่มผักและใยอาหารในมื้ออาหาร
ผักเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับนำมาเพิ่มความหลากหลายและคุณค่าทางโภชนาการของมื้ออาหาร โดยเฉพาะผักที่ไม่มีแป้ง เช่น ผักใบเขียว แตงกวา มะเขือเทศ เห็ด บรอกโคลี กะหล่ำ และผักชนิดต่าง ๆ
ใยอาหารมีส่วนช่วยเพิ่มความอิ่มและช่วยให้รูปแบบการรับประทานอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น แนวทางของ American Diabetes Association แนะนำให้เน้นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการแปรรูปน้อยและมีใยอาหารสูง โดยควรมี 14 กรัมของใยอาหารต่อพลังงาน 1,000 กิโลแคลอรี
3. เลือกโปรตีนชนิดดีและควบคุมปริมาณไขมัน
โปรตีนชนิดดี เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เต้าหู้ ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่ว สามารถเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่สมดุล ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม กุนเชียง โดยควรพิจารณาปริมาณโปรตีนให้เหมาะกับอายุ น้ำหนัก กิจกรรมทางกาย ภาวะโภชนาการ และโรคประจำตัวด้วย
ในด้านไขมัน ควรเลือกแหล่งไขมันไม่อิ่มตัวชนิด MUFA และ PFA เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่ว เมล็ดพืช และปลาที่มีไขมันดี เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาเทราส์ ขณะเดียวกันควรจำกัดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันหมู กะทิ เนยเทียม
MUFA และ PUFA คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการเลือกอาหารอย่างไร
MUFA ( monounsaturated fatty acid ) หรือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และ PUFA ( polyunsaturated fatty acid ) หรือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เป็นกลุ่มไขมันที่สามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น ถั่ว เมล็ดพืช น้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด และ น้ำมันปลา
การเลือกอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวแทนอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้กับรูปแบบอาหารเพื่อสุขภาพได้
4. ผลไม้รับประทานได้ แต่ควรคำนึงถึงชนิดและปริมาณ
ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเลือกทานผลไม้ที่สามารถทานได้ทั้งผลและหวานน้อย เช่น แก้วมังกร ฝรั่ง แอปเปิ้ล สาลี่ ควรระวังการดื่มน้ำผลไม้ เพราะอาจได้รับคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัว แนวทางปัจจุบันสนับสนุนให้เลือกน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และลดการบริโภคผลไม้รสหวานจัด เช่น เงาะ ทุเรียน ลิ้นจี่
5. อาหารว่างน้ำตาลต่ำควรเลือกอย่างไร
ตัวเลือกอาจเป็นอาหารที่มีโปรตีนหรือใยอาหารร่วมด้วย เช่น ถั่วในปริมาณที่เหมาะสม โยเกิร์ตรสธรรมชาติที่ไม่มีน้ำตาลหรือหวานน้อย ผลไม้ทั้งผลที่หวานน้อย เครื่องดื่มอาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโรคบาหวาน เช่น กลูเซอนา เอสอาร์ ทริปเปิ้ล แคร์
หลักการรับประทานอาหารที่คิดค้นขึ้นโดยสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา ( American Diabetes Association) เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานเข้าใจง่ยและปฏิบัติได้จริงคือ ใช้จานเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 นิ้ว แบ่งจานออกเป็น 4 ส่วน แล้วจัดส่วนอาหารดังนี้
- ผัก 2 ส่วน
- ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน
- เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน 1 ส่วน

วิธีเลือก อาหารทางการแพทย์สูตรสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
อาหารทางการแพทย์สูตรสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ออกแบบสูตรเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำหนักตัว สามารถใช้รับประทานทดแทนหรือเสริมอาหารปกติในแต่ละมื้อได้
ผู้ป่วยโรคเบาหวานแต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกัน เพราะผู้ป่วยแต่ละคนจะมีสภาวะทางร่างกายไม่เหมือนกัน เช่น ผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำ ผู้ที่ต้องการควบคุมพลังงาน หรือผู้ที่มีโรคไตร่วมด้วย
1. ตรวจสอบข้อมูลโภชนาการก่อนเลือกซื้อ
ก่อนเลือกอาหารทางการแพทย์สูตรสำหรับผู้ป่วยบาหวาน ควรอ่านฉลากโภชนาการและตรวจสอบข้อมูลสำคัญ ได้แก่
- พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
- ปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด
- ปริมาณน้ำตาล
- ปริมาณใยอาหาร
- ปริมาณโปรตีน
- ปริมาณไขมันทั้งหมด
- ประเภทของไขมัน
- ปริมาณโซเดียม
- วิตามินและแร่ธาตุ
- ขนาดหนึ่งหน่วยบริโภค
- วิธีใช้และคำแนะนำบนฉลาก
2. พิจารณาแหล่งคาร์โบไฮเดรตและใยอาหาร
อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานบางสูตรอาจออกแบบให้มีคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยและดูดซึมได้ช้าแตกต่างจากอาหารทั่วไป หรือมีการเติมใยอาหารเพื่อช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ
ส่วนประกอบที่อาจพบในสูตรบางประเภท ได้แก่ ใยอาหารอย่าง Fibersol หรือไฟเบอร์ซอล ซูโครมอลต์ รวมถึง FOS ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดหนึ่ง
3. เลือกโปรตีนให้สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย
โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อและการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะรับประทานอาหารได้น้อย
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคไตเรื้อรังที่มีข้อจำกัดด้านการรับประทานโปรตีน ควรเลือกใช้อาหารทางการแพทย์โดยพิจารณาปริมาณโปรตีนในผลิตภัณฑ์ประกอบไปด้วย
4. พิจารณาไขมันชนิดไม่อิ่มตัว MUFA และ PUFA ในสูตร
อาหารทางการแพทย์บางสูตรอาจเลือกใช้ไขมันไม่อิ่มตัว เช่น MUFA และ PUFA เพื่อเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบไขมันในสูตร ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ การเลือกจึงควรดูประเภทของไขมันร่วมกับปริมาณพลังงานทั้งหมด
ข้อควรระวัง : ใครควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้อาหารทางการแพทย์
ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหารก่อนใช้อาหารทางการแพทย์ หากมีภาวะหรือเงื่อนไขต่อไปนี้
- มีโรคไตเรื้อรัง
- มีโรคตับ
- มีภาวะหัวใจหรือจำกัดปริมาณน้ำ
- น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
- รับประทานอาหารได้น้อยต่อเนื่อง
- มีภาวะขาดสารอาหาร
- ใช้อินซูลิน
- ใช้ยาลดระดับน้ำตาลหลายชนิด
- มีประวัติน้ำตาลในเลือดต่ำ
- ต้องควบคุมโซเดียมหรือแร่ธาตุบางชนิด
- มีปัญหาการกลืนหรือการทำงานของระบบทางเดินอาหาร
คุณสมบัติที่ดีของ อาหารทางการแพทย์สูตรสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรเป็นอย่างไร
อาหารทางการแพทย์ที่เหมาะสมควรตอบโจทย์ความต้องการทางโภชนาการของผู้ใช้ ไม่ใช่เพียงมีข้อความระบุว่า “สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน” บนบรรจุภัณฑ์ การประเมินควรดูองค์ประกอบของสูตรทั้งหมดและความเหมาะสมกับภาวะสุขภาพของแต่ละคน
1. มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสม
สูตรควรมีการจัดการปริมาณและแหล่งของคาร์โบไฮเดรตอย่างเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของผลิตภัณฑ์ ผู้ใช้ควรดูคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และนำไปพิจารณาร่วมกับอาหารมื้ออื่น ๆ
ไม่ควรใช้คำว่า “น้ำตาลต่ำ” เป็นเกณฑ์เดียว เพราะอาหารที่มีน้ำตาลต่ำอาจยังมีคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดในปริมาณมากได้
2. มีใยอาหารในระดับที่เหมาะสม
ใยอาหารเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจในอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของอาหารและสามารถช่วยเพิ่มความอิ่มได้
ส่วนประกอบอย่าง Fibersol หรือไฟเบอร์ซอล ซูโครมอลต์ และ FOS อาจพบได้ในผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น กลูเซอนา โดยควรอ่านฉลากเพื่อดูชนิดและปริมาณ รวมถึงสังเกตการตอบสนองของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืดหรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง
3. มีโปรตีนชนิดดีและปริมาณเหมาะสม
อาหารทางการแพทย์ควรให้โปรตีนในปริมาณที่เหมาะกับวัตถุประสงค์ของสูตรและความต้องการของผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
4. มีไขมันที่เหมาะสม
สูตรที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น MUFA และ PUFA เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ควรพิจารณา แต่ควรดูปริมาณไขมันอิ่มตัวและพลังงานรวมด้วย
แนวทางด้านโภชนาการสำหรับผู้ป่วยเบาหวานให้ความสำคัญกับชนิดของไขมัน โดยสนับสนุนรูปแบบอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวจากแหล่งอาหาร เช่น ปลา ถั่ว และเมล็ดพืช และจำกัดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
5. มีวิตามินและแร่ธาตุที่เหมาะสมกับสูตร
อาหารทางการแพทย์บางสูตรได้รับการออกแบบให้มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เพื่อช่วยให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนมากขึ้นในกรณีที่รับประทานอาหารปกติได้ไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้อาหารทางการแพทย์แทนอาหารปกติทุกมื้อโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ เพราะความต้องการสารอาหารของแต่ละคนแตกต่างกัน
6. มีข้อมูลบนฉลากชัดเจนและตรวจสอบได้
ผลิตภัณฑ์ที่เลือกควรมีข้อมูลสำคัญบนฉลากอย่างชัดเจน เช่น ส่วนประกอบ ปริมาณสารอาหาร วิธีใช้ คำเตือน และข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
การอ่านฉลากเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ เพราะช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และประเมินว่าผลิตภัณฑ์นั้นเหมาะกับเป้าหมายด้านโภชนาการของตนเองหรือไม่

อาหารทางการแพทย์สูตรสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ให้คุณประโยชน์อย่างไร
อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจมีประโยชน์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของแผนโภชนาการสำหรับผู้ที่มีความต้องการเฉพาะ โดยเฉพาะเมื่ออาหารปกติไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านพลังงานหรือสารอาหารได้อย่างเพียงพอ ประโยชน์ที่ได้รับขึ้นอยู่กับสูตร ปริมาณที่ใช้ และภาวะสุขภาพของผู้ป่วย
1. ช่วยจัดการปริมาณพลังงานและสารอาหารได้สะดวกขึ้น
อาหารทางการแพทย์สูตรสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน จะช่วยให้ผู้ใช้ทราบปริมาณพลังงานและสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภคได้ง่ายกว่าการคำนวณปริมาณพลังงานจากอาหารหลายชนิดด้วยตนเอง
จุดนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อย ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มพลังงานและสารอาหารอย่างเป็นระบบ โดยต้องเลือกสูตรและปริมาณให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล
2. .ใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนควบคุมระดับน้ำตาล
อาหารทางการแพทย์บางสูตรได้รับการออกแบบให้มีองค์ประกอบของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน และใยอาหารที่เหมาะกับการจัดการโภชนาการของผู้ป่วยเบาหวาน
อย่างไรก็ตาม ผลต่อระดับน้ำตาลขึ้นอยู่กับทั้งปริมาณอาหารที่รับประทาน การออกกำลังกาย ยาที่ใช้ และภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล ดังนั้นไม่ควรคาดหวังว่าอาหารทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวจะทำให้ระดับน้ำตาลอยู่ในระดับเป้าหมาย
3. ช่วยเพิ่มความสะดวกในการวางแผนอาหาร
สำหรับบางคน การรับประทานอาหารทางการแพทย์ตามคำแนะนำอาจช่วยให้วางแผนมื้ออาหารได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะในวันที่รับประทานอาหารปกติได้ไม่ครบหรือมีข้อจำกัดด้านเวลา
แต่ควรมองอาหารทางการแพทย์เป็น “ส่วนหนึ่งของแผนโภชนาการ” ไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้แทนอาหารปกติในทุกวัน
4. อาจช่วยเสริมโภชนาการในผู้ที่รับประทานอาหารไม่เพียงพอ
ผู้ป่วยบางรายอาจมีความอยากอาหารลดลง เคี้ยวหรือกลืนอาหารลำบาก หรือมีความต้องการพลังงานและโปรตีนเพิ่มขึ้นจากภาวะทางสุขภาพ ในกรณีเหล่านี้อาหารทางการแพทย์อาจถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้ได้รับสารอาหารตามเป้าหมาย
แต่หากมีน้ำหนักลดลงมากอย่างรวดเร็วและรับประทานอาหารได้น้อยต่อเนื่อง หรือสงสัยว่ามีภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุโดยเร็ว
อาหารทางการแพทย์ไม่ใช่ยารักษาโรคเบาหวาน
ข้อควรเข้าใจที่สำคัญคืออาหารทางการแพทย์ไม่ควรถูกนำเสนอหรือใช้แทนยารักษาโรคเบาหวาน ผู้ป่วยยังควรรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์ ตรวจระดับน้ำตาลตามความเหมาะสม ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ตามความเหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ อาหารทางการแพทย์สูตรสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
1. ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดื่มอาหารทางการแพทย์แทนมื้ออาหารได้หรือไม่?
สามารถใช้แทนมื้ออาหารได้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรับอาหารมื้อหลักได้ตามปกติ หรือ รับประทานอาหารมื้อหลักได้ปริมาณน้อยไม่เพียงพอต้อความต้องการของร่างกาย
2. ผู้ป่วยเบาหวานกินผลไม้ได้หรือไม่?
ได้ โดยควรเน้นผลไม้ที่สามารถทานได้ทั้งผล มีแป้งน้อย และหวานน้อย เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ โดยหลีกเลี่ยงผลไม้สุกจัด หวานจัด เช่น ทุเรียน ลิ้นจี่ ลำใย และควบคุมปริมาณให้เหมาะสมกับแผนอาหาร แนวทางโภชนาการในปัจจุบันสนับสนุนการรับประทานผลไม้ที่สามารถทานได้ทั้งผลและแนะนำให้ลดเครื่องดื่มรสหวานจัดรวมถึงน้ำผลไม้
3. คาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยและดูดซึมช้า ในอาหารทางการแพทย์สูตรสำหรับผู้ป่วยเบาหวานมีอะไรบ้าง และมีประโยชน์อย่างไร?
คาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยและดูดซึมช้า เช่น ไฟเบอร์ซอล ซูโครมอลต์ และ FOS จะมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เพราะทำให้มีการปลดปล่อยน้ำตาลออกมาอย่างช้าๆ จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ไฟเบอร์ซอล :
-ทำจากแป้งข้าวโพด ทนต่อการย่อย เป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและไขมันในเลือด
ซูโครมอลต์ :
-เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล แต่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ถูกย่อยและดูดซึมอย่างช้าๆ ช่วยให้อาหารมีรสชาติหวานโดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
-ไม่ทำให้ร่างกายรู้สึกโหยหาพลังงาน เหมือนในอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง
FOS : fructooligosaccharides
-จัดเป็นพรีไบโอติก เป็นอาหารของจุลลินทรีย์ชนิดดี โพรไบโอติกในลำไส้ใหญ่ ช่วยส่งเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย
-เป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ช่วยเพิ่มกากใยในทางเดินอาหาร ส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย
-ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลและไขมันเข้ากระแสเลือด
สรุป
เบาหวาน เป็นโรคที่มีความผิดปกติในระบบเผาผลาญอาหาร ร่วมกับความผิดปกติของการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน อาหารจึงเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมโรคและระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น จอประสาทตาเสื่อม ไตวาย เป็นต้น ดังนั้นการเลือกชนิดอาหาร ควบคุมปริมาณอาหาร และการบริโภคอาหารให้ตรงเวลา เป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ผู้ป่วยจำนวนมากมักเจอปัญหาความยากลำบากในการคำนวณพลังงานจากอาหารแต่ละมื้อซึ่งเข้าใจยาก
อาหารทางการแพทย์สูตรสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถวางแผนมื้ออาหารได้สะดวกขึ้น เพราะคำนวณปริมาณพลังงานและสารอาหารได้ง่ายกว่าการคำนวณจากอาหารหลากหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพราะมีคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยและดูดซึมช้า มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ และใยอาหารในผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้อิ่มนานแต่ได้รับพลังงานน้อยลง
เอกสารอ้างอิง
- สนทยา สิงห์นิกร. อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน. คลังความรู้ ศูนย์อนามัยที่ 4
- Thai Otsuka Nutrition Club. อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เลือกกินอย่างไรเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล.
- โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์. อาหารแลกเปลี่ยนสำหรับผู้เป็นเบาหวาน. แผนกโภชนาการ
- Glucerna Abbott. อาหารสูตรทดแทนครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน.
- Glucerna Abbott. คาร์โบไฮเดรตชนิดพิเศษตัวช่วยสำคัญของเบาหวาน



การบริบาลทางเภสัชกรรม (Pharmaceutical care)
การบริบาลทางเภสัชกรรม หมายถึง ความรับผิดชอบของเภสัชกรโดยตรงที่มีต่อการใช้ยาของผู้ป่วย เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ถูกต้องตามที่ต้องการและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ผลการรักษาที่ถูกต้องคือ
โดยเภสัชกรจะปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลากรทางการแพทย์ทางสาธาณสุขอื่นๆ เรียกว่า ทีมสหสาขาวิชาชีพและมีหน้าที่หลักในการค้นหา แก้ไข และป้องกันปัญหาที่เกิดจากการใช้ยา ตลอดจนติดตามประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการรักษาด้วยยา เพื่อให้เกิดระบบยาที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด
แผนที่ที่ตั้งร้าน
ร้านยาของเรา
วิวร้านกลางวัน
วิวภายในร้าน
วิวภายในร้าน
วิวภายในร้าน
เภสัชกรเหลียน
พนักงานผู้ช่วยนูรีดา
พันธมิตรของเรา
บริษัทยาที่เป็นพันธมิตรสนับสนุนเรา