เด็กคัดจมูก

Showing all 2 resultsSorted by price: low to high

ยาแก้แพ้

เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้จะกระตุ้น ให้ร่างกายมีการหลั่งสาร histamin,prostaglandin สารเหล่านี้ทำให้เกิดอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล

 

360 บาท
This product has multiple variants. The options may be chosen on the product page

ยาลดน้ำมูก จาม

น้ำมูกไหล ทำไมเภสัชจ่ายยาแก้แพ้

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ไปซื้อยากินเองเพื่อบรรเทาอาการน้ำมูกไหลที่ร้านยา แต่กลับกลายเป็นว่าได้ยาแก้แพ้มาแทน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ายาแก้แพ้จะบรรเทาอาการน้ำมูกไหลได้อย่างไร? ยาแก้แพ้ชนิดง่วงและไม่ง่วงจะใช้อะไรดี?

น้ำมูกไหลที่มีลักษณะใส เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ

  • น้ำมูกไหลจากไข้หวัด ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง เช่น เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย จะทำให้เกิดอาการของไข้หวัดได้ เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว เบื่ออาหาร ซึ่งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อไวรัส รวมทั้งมีการทำงานของต่อมภายในโพรงจมูกให้มีการหลั่งน้ำมูก ทำให้ผู้ป่วยมักมีน้ำมูกใสๆ ตลอดทั้งวัน แต่เมื่อพักผ่อนอย่างเพียงพอ อาการดังกล่าวจะสามารถหายไปได้เองใน 3-4 วัน
  • ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่มักทำให้เกิดน้ำมูกไหลได้คือ น้ำมูกไหลจากการแพ้ หรือ ภูมิแพ้ ซึ่งเกิดจากการสัมผัสกับสารที่ทำให้เกิดการแพ้ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ เป็นต้น ร่างกายจึงตอบสนองต่อสารที่แพ้ด้วยการหลั่งฮีสตามีน (histamine) ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น มีผื่นคัน หายใจลำบาก คันจมูก รวมทั้งน้ำมูกไหล อาการจึงเป็นๆ หายๆ หรือมีอาการเรื้อรังนานเป็นปี ขึ้นกับระยะเวลาที่ได้สัมผัสกับสารที่แพ้นั่นเอง

ยาแก้แพ้ (antihistamine)

คือยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮิสตามีนซึ่งหลั่งเมื่อเกิดอาการแพ้ ยาในกลุ่มนี้จึงถูกเรียกสั้นๆ ว่า ยาแก้แพ้ โดยในปัจจุบัน มีอยู่หลายชนิด ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มดั้งเดิม (conventional antihistamines) ที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วง
  2. กลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (non-sedating antihistamines)

ยากลุ่มดั้งเดิม

เช่น คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine), บรอมเฟนิรามีน (brompheniramine) , ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine), ไดเมนไฮดริเนต (dimenhydrinate), ไฮดรอไซซีน (hydroxyzine), ทริโปรลิดีน (triprolidine) เป็นต้น

ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮิสตามีนและยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน (anticholinergic) ที่ทำให้ต่อมภายในโพรงจมูกหลั่งน้ำมูก ทำให้น้ำมูกลดลงจึงสามารถใช้บรรเทาอาการน้ำมูกไหลจากทั้งสาเหตุไข้หวัดและอาการแพ้ได้

ยาในกลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมองไปกดระบบประสาท ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่สำคัญ คือมีอาการง่วงซึม และอาจพบอาการข้างเคียงอื่นๆ ได้อีก เช่น ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะคั่ง

ยากลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน

เช่น เฟโซเฟนาดีน (fexofenadine), ลอราทาดีน (loratadine), เซทิริซีน (cetirizine), เลโวเซทิริซีน (levocetirizine) เป็นต้น

ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮิสตามีนโดยไม่ยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน ทำให้ใช้บรรเทาอาการน้ำมูกไหลจากภูมิแพ้ได้ดี และพบว่ามีผลข้างเคียงต่ำกว่ากลุ่มดั้งเดิม อันได้แก่ อาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก และปัสสาวะคั่ง รวมทั้งยาในกลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมองได้น้อยกว่าจึงทำให้เกิดผลข้างเคียงง่วงซึมได้น้อยกว่าอีกด้วย

สรุปคือ การเลือกใช้ยาลดน้ำมูกจะต้องพิจาณาถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล ประกอบกับประสิทธิภาพของยาและความปลอดภัยของผู้ป่วย

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่

เป็นการติดเชื้อ Influenza virus เป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น จมูก คอ หลอดลมและปอด เชื้ออาจจะลุกลามเข้าปอดทำให้เกิดปอดบวม ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศรีษะ ปวดตามตัวปวดกล้ามเนื้อมาก จะพบมากทุกอายุโดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ

แต่อัตราการเสียชีวิตมักจะพบมากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคไต เป็นต้น

การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน ลดการหยุดงานหรือหยุดเรียน

ไข้หวัดธรรมดา  เป็นการติดเชื้อไวรัสผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไข้จะไม่สูงมาก

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ คือ Influenza A, B, C และ D ซึ่งสายพันธุ์ A และ B เป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการระบาดในท้องถิ่น ตามฤดูกาล

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการติดต่อระหว่างสัตว์ หรือการกลายพันธุ์ในระหว่างกระบวนการจำลองรหัสพันธุกรรมของไวรัสตัวใหม่

โดยหากไม่ได้รับการรักษาในระยะเวลาที่เหมาะสม ไข้หวัดใหญ่อาจนำไปสู่โรคปอดบวม, หลอดลมอักเสบ, ไซนัสอักเสบ,ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้ อีกทั้งยังสามารถทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพในระยะยาว เช่น หอบหืด หรือ ภาวะหัวใจล้มเหลวได้

ไข้หวัดใหญ่ติดต่ออย่างไร

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านการกระจายของเชื้อผ่านสารคัดหลั่ง ที่ผู้ป่วยไอ หรือ จามออกมา การแพร่กระจายในบางครั้ง อาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่ติดเชื้อไวรัส หรือสัมผัสพื้นผิวที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ1

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้มากที่สุุดในช่วง 3-4 วันแรกที่มีอาการป่วย แต่ในบางคนสามารถแพร่เชื้อ ได้ก่อนที่จะมีอาการแสดงและคงอยู่นานถึง 7 วัน นอกจากนี้ในผู้ป่วยเด็กบางคนและคนทีมีภูมิคุ้มกันต่ำจะมีช่วงระยะเวลาของการแพร่เชื้อที่ยาวนานกว่า

ใครบ้างที่มีผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่

ทุกคนสามารถได้รับผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่ แต่ในคนบางกลุ่มจะมีความเสี่ยงที่สูงกว่า กลุ่มความเสี่ยงสูงนี้ประกอบด้วย

  • หญิงตั้งครรภ์
  • เด็ก อายุน้อยกว่า 5 ขวบ
  • ผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด, โรคหัวใจเรื้อรัง, โรคไต, ตับเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำที่เกิดจาก โรคหรือยา เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยที่ใช้ยา steroids
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่มีโอกาสพบปะกับผู้ป่วย

อาการแสดงของไข้หวัดใหญ่

  • อาการคลื่นไส้อาเจียน และท้องเสีย 
  • ไข้สูงอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังติดเชื้อ
  •  การติดเชื้อ สามารถทำให้เกิดอาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ในผู้ป่วยบางราย เช่น เกิดโรคแทรกซ้อน คือปอดบวม 
  • อาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อสามารถทำให้เกิดภาวะล้มเหลวของเนื้อเยื่อและอวัยวะ เช่น ระบบสมอง, ระบบหัวใจและกล้ามเนื้อ

จัดการไข้หวัดใหญ่อย่างไร
การจัดการกับไข้หวัดใหญ่ มี 2 ประเภท คือ

  1. การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนก่อนการติดเชื้อ 
  2. การรักษาด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อไวรัสหลังจากมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แล้ว

บทความล่าสุด