วิธีป้องกันแผลกดทับสำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน ต้องดูแลอย่างไรบ้าง

การป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง

การดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านไม่ได้มีเพียงการช่วยรับประทานอาหาร การทำความสะอาดร่างกาย หรือการจัดยาเท่านั้น แต่การดูแลผิวหนังและการป้องกันแผลกดทับก็เป็นส่วนสำคัญที่ผู้ดูแลควรให้ความใส่ใจเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย ต้องนอนหรือนั่งอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน มีภาวะกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ รับประทานอาหารได้น้อย หรือมีภาวะโภชนาการไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับได้

แผลกดทับ เป็นแผลที่หายช้า และหายยาก ถ้าไม่ระมัดระวังในการดูแล แผลมักลุกลามขยายขนาดใหญ่และลึกมากขึ้น  ทำให้มีการติดเชื้อตามมาได้  

แนวทางปัจจุบันให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล การเปลี่ยนท่าอย่างเหมาะสม การตรวจสภาพผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ การดูแลผิวให้สะอาดและเหมาะสม การส่งเสริมการเคลื่อนไหวเท่าที่ผู้ป่วยทำได้ รวมถึงการดูแลด้านโภชนาการและน้ำอย่างเพียงพอ

สิ่งที่ผู้ดูแลควรตระหนักเป็นอย่างยิ่งคือ สาเหตุสำคัญที่จะนำพาผู้ป่วยติดเตียงเสียชีวิตได้ คือ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินปัสสาวะ การเกิดแผลกดทับ และการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง

ระดับความรุนแรงของแผลกดทับ

1. แผลกดทับคืออะไร ทำไมผู้ป่วยติดเตียงจึงมีความเสี่ยง

แผลกดทับ ( bedsores หรือ pressure sores ) คือ การบาดเจ็บของผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนัง ที่เกิดจากการกดทับนานๆ ต่อเนื่อง พบได้บ่อยในผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว

1.1 แผลกดทับเกิดจากอะไร

แผลกดทับเกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อบริเวณใดบริเวณหนึ่งได้รับแรงกดอย่างต่อเนื่องจนเกิดความเสียหาย โดยมักพบในบริเวณที่มีปุ่มกระดูก เช่น ก้นกบ สะโพก ส้นเท้า ข้อศอก หรือด้านหลังศีรษะ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง อีกบริเวณหนึ่งที่มักเกิดแผลกดทับคือ บริเวณที่มีอุปกรณ์การแพทย์กดทับ

สำหรับผู้ป่วยติดเตียง การนอนในท่าเดิมเป็นเวลานานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ เพราะน้ำหนักตัวจะกดลงบนบริเวณเดิมซ้ำ ๆ หากไม่มีการกระจายแรงกดหรือปรับท่า เนื้อเยื่อบริเวณนั้นอาจได้รับแรงกดเป็นเวลานานจนเกิดความเสียหายได้

หลักการการป้องกันแผลกดทับ คือต้องลดระยะเวลาของแรงกดด้วยการเปลี่ยนท่าผู้ป่วยเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการป้องกัน

1.2 ระดับความรุนแรงของแผลกดทับ

แผลกดทับแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ตามความรุนแรง

 แผลกดทับระยะที่ 1

        ผิวหนังยังเป็นปกติ แต่มีรอยแดงๆเกิดขึ้น ใช้มือกดแล้วรอยแดงไม่จางหายไป ผิวหนังไม่ฉีกขาด

แผลกดทับระยะที่ 1

แผลกดทับระยะที่ 2

          ผิวหนังมีการฉีกขาดตื้นๆ  เห็นพื้นแผลเป็นแดงๆ  มีอาการเจ็บปวด อาจมีตุ่มน้ำพองได้ ไม่มีเนื้อตาย

แผลกดทับระยะที่ 2

แผลกดทับระยะที่ 3

          แผลจะเปิดใหญ่และกว้าง มีการสูญเสียชั้นผิวหนังไปทั้งหมด  แผลลึกจนเห็นชั้นไขมัน แต่ไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ และกระดูก อาจพบเนื้อตายสีเหลือง หรือ สีดำ เกิดขึ้นได้

แผลกดทับระยะที่ 3

แผลกดทับระยะที่ 4

         แผลจะใหญ่ กว้าง และลึก จนถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก มักจะมีเนื้อตายสีเหลือง หรือสีดำ เกิดขึ้น มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของกระดูกและกล้ามเนื้อ

แผลกดทับระยะที่ 4

นอกจากนี้ยังมีแผลกดทับอีกกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะไม่สามารถระบุความรุนแรงของระยะบาดแผลได้ คือ Deep Tissue Injury มีลักษณะผิวหนังไม่ฉีกขาด แต่เป็นรอยสีม่วงเข้ม หรือสีน้ำตาลเข้ม อาจพองเป็นตุ่มน้ำปนเลือด มีอาการเจ็บปวด

deep tissue injury

1.3 ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยติดเตียงเสี่ยงต่อแผลกดทับมากขึ้น

ปัจจัยที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่

• เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยหรือไม่สามารถเปลี่ยนท่าเองได้

• ต้องนอนหรือนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานาน

• มีการรับความรู้สึกบริเวณผิวหนังลดลง ทำให้ไม่สามารถรับรู้แรงกดหรือความเจ็บปวดได้ตามปกติ

• มีภาวะกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ทำให้ผิวสัมผัสความชื้นเป็นเวลานาน

• มีเหงื่อออกมากหรือผิวหนังบริเวณรอยพับมีความชื้นสะสม

• มีภาวะโภชนาการไม่เพียงพอ รับประทานอาหารได้น้อย หรือน้ำหนักลด

• มีโรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดหรือความสามารถในการเคลื่อนไหว

• มีแผลหรือผิวหนังเคยได้รับความเสียหายมาก่อน

• ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิดที่สัมผัสหรือกดผิวหนังเป็นเวลานาน

1.4 บริเวณใดของร่างกายที่เกิดแผลกดทับได้บ่อย

บริเวณที่มีปุ่มกระดูกหรือมีแรงกดจากท่านอนควรได้รับการตรวจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ

• ก้นกบและบริเวณกระเบนเหน็บ

• สะโพก

• ส้นเท้า

• ข้อศอก

• ด้านหลังศีรษะ

• หัวไหล่และหลัง

• บริเวณเข่าและข้อเท้า

• บริเวณที่สัมผัสอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น สายหรืออุปกรณ์ที่กดกับผิวหนัง

แนะนำให้ตรวจผิวหนังบริเวณปุ่มกระดูกระหว่างการดูแลหรือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และให้ใส่ใจกับบริเวณที่ผู้ป่วยอาจไม่สามารถรับรู้ความเจ็บปวดได้ตามปกติ

ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับได้ในผู้ป่วยติดเตียง

2. สิ่งที่ควรระวังเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้าน

ในผู้ป่วยติดเตียง  นอกจากผู้ดูแลต้องระมัดระวังเรื่องแผลกดทับแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกต้องใส่ใจควบคู่กันไปด้วย ดังนี้

2.1. ความสะอาด :

  • การชำระล้างร่างกาย
  • การดูแลสุขภาพช่องปาก : มีส่วนสำคัญสำหรับการรักษาภาวะกลืนลำบากของผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมักถูกมองข้าม ช่องปากที่สะอาดจะช่วยลดการสะสมของแบคที่เรียในช่องปาก ลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบจากการสำลัก

2.2. ภาวะกลืนลำบาก :

จะพบได้ในผู้ป่วยติดเตียงที่มีโรคหลอดเลือดสมอง มีภาวะสมองเสื่อม ซึ่งภาวะกลืนลำบาก มีความเสี่ยงต่อการสำลักอาหาร และทำให้เกิดปอดอักเสบติดเชื้อตามมา

2.3. ภาวะสุขภาพจิต :

ผู้ป่วยติดเตียงเกือบทุกคน จะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายและมีความทุกข์ จากภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายและภาวะโรคประจำตัวต่างๆ  วิธีที่จะช่วยลดภาวะด้านสุขภาพจิตนี้คือ ผู้ดูแลควรหากิจกรรมให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมทำตามกำลังที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ 

3. วิธีดูแลผิวหนังผู้ป่วยติดเตียงให้สะอาด แห้ง และแข็งแรง

ผิวหนังเป็นแนวป้องกันชั้นแรกของร่างกาย การดูแลผิวอย่างเหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันแผลกดทับ แนะนำให้มีแผนดูแลผิวอย่างเป็นระบบและประเมินสภาพผิวเป็นประจำ  โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้

หลักการดูแลที่ควรทำ ได้แก่

• ทำความสะอาดผิวหนังอย่างสม่ำเสมอและอ่อนโยน ให้ความสำคัญกับบริเวณรอยพับของผิวหนัง

• ทำความสะอาดโดยเฉพาะหลังปัสสาวะหรืออุจจาระ หากผู้ป่วยติดเตียงมีภาวะกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ผู้ดูแลควรตรวจและเปลี่ยนวัสดุรองรับเมื่อเปียกหรือสกปรก ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน และซับให้แห้งโดยไม่ถูแรง หากมีผื่นหรือผิวหนังอักเสบซ้ำ ๆ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและแนวทางดูแลที่เหมาะสม

• ซับผิวให้แห้งอย่างนุ่มนวล ไม่ถูแรง

• ตรวจผิวหนังทุกครั้งที่มี การอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือเปลี่ยนท่า

• หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ระคายเคืองผิว ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าพีเอชเท่ากับ 5

• หากมีปัญหาความชื้นจากการขับถ่าย ควรพิจารณาวิธีปกป้องผิวตามความเหมาะสม แนะนำให้ใช้ สเปรย์ 3M Cavilon No Sting Barrier Film

สรุป แนวทางการดูแลผิวแนะนำให้รักษาความสะอาดและความชุ่มชื้นของผิวอย่างเหมาะสม ทำความสะอาดหลังผู้ป่วยขับถ่ายโดยเร็ว  และปกป้องผิวจากความชื้นตามความจำเป็น

CAVILON NO STING BARRIER FILM 3M
สเปรย์ปกป้องความชื้น

4. วิธีจัดและเปลี่ยนท่าผู้ป่วยติดเตียงอย่างเหมาะสมเพื่อลดแรงกดทับ

การจัดและเปลี่ยนท่าเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันแผลกดทับ เพราะช่วยลดระยะเวลาที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งต้องรับแรงกดอย่างต่อเนื่อง  ควรมีการเปลี่ยนท่าผู้ป่วยด้วยการพลิกตะแคง เป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ ทุก 2 ชั่วโมง ร่วมด้วยกับการใช้อุปกรณ์ช่วยกระจายแรงกด เช่น เบาะลม  หรือการใช้วัสดุ เช่น แผ่นโฟม ติดตามจุดที่เสี่ยงเป็นแผลกดทับด้วย

นอกจากนี้ ข้อดีของการจัดท่าและเปลี่ยนท่าผู้ป่วยติดเตียง ยังช่วยป้องกันความผิดปกติของกล้ามเนื้อ ลดอาการเกร็งตัว ป้องกันข้อติดแข้ง ลดการกดทับเส้นประสาท  และลดอาการปวดและบวมของแขน ขา ข้างที่อ่อนแรง ด้วย

การที่ผู้ป่วยติดเตียงนอนนิ่งๆเป็นเวลานาน จะทำให้บริเวณที่เป็นปุ่มกระดูกต่างๆ ขาดเลือดไปเลี้ยงที่ผิวหนัง ทำให้เซลล์บางส่วนเกิดการตายกลายเป็นแผลไปเรื่อยๆ ซึ่งสามารถเกิดได่หลายจุด เช่น บริเวณก้นกบ ท้านทอย สะบัก ศอด สะโพก ส้นเท้า เป็นต้น

การพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียง

4.1 จุดประสงค์ของการจัดเปลี่ยนท่าติดเตียง

  1. เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด คือ ไม่มีแผลกดทับ ลดการติดเชื้อ ลดอาการข้อติด มีความสะอาด มีการขับถ่ายถูกหลักอนามัย
  2. ช่วยลดภาระของผู้ดูแลได้ในระยะยาว  หากผู้ป่วยสามารถช่วยขยับตัวได้ ควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมตามกำลังที่ทำได้ ส่วนผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวเอง ควรใช้วิธีเคลื่อนย้ายที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวและสภาพร่างกาย  หลีกเลี่ยงการดึง ลาก ตัวผู้ป่วย
  3. ช่วยลดภาระการนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล เพราะการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแต่ละครั้ง มีเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงและค่อนข้างมีอุปสรรคต่างๆร่วมด้วย
การจัดท่านอนผู้ป่วยติดเตียง

4.2 หลักการเปลี่ยนท่าที่ผู้ดูแลควรรู้

การเปลี่ยนท่าไม่ควรเน้นเพียง “พลิกตัว” แต่ต้องคำนึงถึงการลดแรงกดและลดแรงเสียดสีไปพร้อมกัน

  1. ประเมินผู้ป่วยก่อนเปลี่ยนท่า

ตรวจว่าผู้ป่วยรู้สึกตัวดีหรือไม่ มีอาการปวดหรือไม่ และสามารถช่วยขยับร่างกายส่วนใดได้บ้าง หากผู้ป่วยมีอาการปวดมาก หายใจลำบาก หรือมีอาการผิดปกติ ควรประเมินอาการก่อนเคลื่อนย้าย

2. วางแผนท่าที่จะเปลี่ยน

เลือกท่าที่ช่วยลดแรงกดจากบริเวณที่รับน้ำหนักเดิม โดยหลีกเลี่ยงการกดทับบริเวณที่มีรอยแดง แผล หรือผิวหนังเสียหาย

3. ใช้แรงยกหรือเลื่อนอย่างเหมาะสม

หลีกเลี่ยงการลากตัวผู้ป่วยไปกับพื้นผิว เพราะอาจทำให้เกิดแรงเสียดสีและแรงเฉือนต่อผิวหนัง หากผู้ป่วยมีน้ำหนักมากหรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ควรใช้อุปกรณ์ช่วยเคลื่อนย้ายหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลอีกคน สิ่งที่ไม่ควรทำขณะเปลี่ยนท่าผู้ป่วยติดเตียง

• ไม่ลากตัวผู้ป่วยแรง ๆ ไปบนพื้นผิว

• ไม่ดึงแขนหรือขาเพื่อพลิกตัวโดยไม่มีวิธีรองรับลำตัวอย่างเหมาะสม

4. ตรวจผิวหนังหลังเปลี่ยนท่า

หลังเปลี่ยนท่า ควรสังเกตบริเวณที่เคยรับแรงกดและบริเวณที่อาจเกิดแรงกดจากท่าใหม่ หากพบแผลกดทับควรรีบดูแลรักษาทันที

การจัดเปลี่ยนท่านอนป้องกันแผลกดทับ

5. โภชนาการและการดื่มน้ำมีส่วนช่วยดูแลผู้ป่วยติดเตียงอย่างไร

ภาวะโภชนาการมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงและความรุนแรงของแผลกดทับ โดยผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการมีความเสี่ยงที่จะทำให้แผลกดทับมีการติดเชื้อ หายช้า เรื้อรังและรุนแรงขึ้น

หากผู้ป่วยมีภาวะโภชนาการดี จะทำให้โอกาสเกิดแผลกดทับน้อยลง  หรือถ้ามีแผลกดทับอยู่ แผลจะฟื้นตัวได้เร็ว

5.1 อาหารที่ควรให้ความสำคัญ

ควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับอาหารครบถ้วน ตามหลักโภชนาการที่ดี คือมีสารอาหารหลากหลายและเพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีนสูง อาจเสริมด้วยอาหารทางการแพทย์สูตรที่เหมาะสมร่วมกับอาหารมื้อหลักได้

ตัวอย่างกลุ่มอาหารที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่

• เนื้อสัตว์ ปลา ไข่

• นมและผลิตภัณฑ์จากนม หากผู้ป่วยสามารถรับประทานได้

• ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่ว

• ผักและผลไม้ที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพ

• ข้าว แป้ง หรือแหล่งพลังงานที่เหมาะกับผู้ป่วย

หากผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อย ควรหาอาหารทางการแพทย์สูตรที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเสริมกับมื้ออาหารหลัก เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร ร่วมกับการแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ และจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้สะดวก  

โภชนาการสำหรับผู้ป่วยติดเตียง

5.2 การดื่มน้ำสำคัญอย่างไร

การได้รับน้ำอย่างเพียงพอเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวมรวถึงสุขภาพผิวด้วย แต่ปริมาณน้ำที่เหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายไม่เท่ากัน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ มีข้อจำกัดด้านน้ำ หรือมีปัญหาการกลืน

ผู้ดูแลจึงไม่ควรบังคับให้ผู้ป่วยดื่มน้ำจำนวนมากโดยไม่ได้พิจารณาข้อจำกัดทางการแพทย์ หากไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยควรได้รับน้ำมากน้อยเพียงใด ควรสอบถามแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหารที่ดูแลผู้ป่วย

5.3 เมื่อใดควรขอคำแนะนำด้านโภชนาการกับบุคลากรทางการแพทย์

ควรให้ความสำคัญกับการประเมินด้านโภชนาการหากพบว่าผู้ป่วย

• รับประทานอาหารได้น้อยลงอย่างต่อเนื่อง

• น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ

• กลืนอาหารหรือน้ำลำบาก

• สำลักบ่อย

• มีอาการอ่อนแรงหรืออ่อนเพลียมากขึ้น

• มีแผลกดทับระดับ 3 ขึ้นไป

• มีโรคประจำตัวที่ต้องจำกัดอาหารหรือน้ำ

• ไม่สามารถรับประทานอาหารให้เพียงพอได้

ตารางสรุปการดูแลผู้ป่วยติดเตียงเพื่อป้องกันแผลกดทับ

ตารางสรุปวิธีดูแลผู้ป่วยติดเตียงไม่ให้เกิดแผลกดทับ

สรุป

การป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียงควรเป็นการดูแลอย่างต่อเนื่องและทำหลายด้านร่วมกัน หลักสำคัญคือการลดแรงกดด้วยการจัดและเปลี่ยนท่าอย่างเหมาะสม ตรวจสภาพผิวหนังเป็นประจำ ดูแลผิวให้สะอาดและเหมาะสมกับระดับความชื้น ส่งเสริมการเคลื่อนไหวตามความสามารถของผู้ป่วย และดูแลให้ได้รับอาหารและน้ำอย่างเหมาะสม

การสังเกตความผิดปกติให้เร็วเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพบการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง หากพบแผลเปิด แผลมีขนาดเพิ่มขึ้น มีสารคัดหลั่ง กลิ่นผิดปกติ บวมแดงร้อนมากขึ้น มีไข้ หรือผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง ควรติดต่อบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

การบริบาลทางเภสัชกรรม (Pharmaceutical care)

การบริบาลทางเภสัชกรรม หมายถึง ความรับผิดชอบของเภสัชกรโดยตรงที่มีต่อการใช้ยาของผู้ป่วย เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ถูกต้องตามที่ต้องการและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ผลการรักษาที่ถูกต้องคือ

  • หายจากโรค
  • บำบัดหรือบรรเทาอาการโรค 
  • ชะลอหรือยับยั้งการดำเนินของโรค
  • ป้องกันโรค

โดยเภสัชกรจะปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลากรทางการแพทย์ทางสาธาณสุขอื่นๆ เรียกว่า ทีมสหสาขาวิชาชีพและมีหน้าที่หลักในการค้นหา แก้ไข และป้องกันปัญหาที่เกิดจากการใช้ยา ตลอดจนติดตามประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการรักษาด้วยยา เพื่อให้เกิดระบบยาที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด

แผนที่ที่ตั้งร้าน

ที่ตั้งร้านยา

ร้านยาของเรา

พันธมิตรของเรา

บริษัทยาที่เป็นพันธมิตรสนับสนุนเรา

DKSH
ZPL
BIOPHARM
สยามฟาร์มา
ยูเนี่ยน
อ้วยอัน
วิทยาศรม
ทรูไลน์เมด
บริษัทชุมชน
สมุนไพรไทย
tnp